เรื่องราวน่ารู้ ที่คนไปเที่ยวอังกฤษต้องรู้ ภาค 2

เรื่องราวน่ารู้ ที่คนไปเที่ยวอังกฤษต้องรู้ ภาค 2
ราคา: 0 บาท
รหัสทัวร์: daysplustravel
เรื่องราวน่ารู้ ที่คนไปอังกฤษต้องรู้ ภาค 2


 
5 สถานที่ตามรอยแฮรรี่ พอตเตอร์
 
 
แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นนวนิยายแฟนตาซีมีทั้งหมดเจ็ดเล่ม (ถ้าเป็นภาพยนต์จะมี 7.2 ภาคนะคะ ) เขียนโดยนักเขียนชาวอังกฤษ เจ. เค. โรว์ลิง เป็นเรื่องราวการผจญภัยของพ่อมดวัยรุ่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเพื่อนสองคนสนิทอย่าง รอน วีสลีย์ และเฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ ทั้งสามคนเรียน อยู่ที่โรงเรียนเวตมนต์ฮอกวอตส์ แฮร์รี่และเพื่อนต้องขัดขวางพ่อมดศาสตร์มืดที่ชั่วร้ายอย่าง ลอร์ดโวลเดอมอร์ ผู้ที่ต้องการจะมีชีวิตอมตะ มีเป้าหมายจะทำลายมักเกิ้ลทุกคนบนโลกให้หมดไป!!
 
 
1. ชานชาลาที่ 9 เศษ 3 ส่วน 4 (Platform 9 3/4)
 
ที่แรกขอพาไปชานชาลาที่นำไปสู่โลกเวตมนต์ เหล่านักเรียนฮอกวอตส์จะต้องวิ่งทะลุระหว่างชานชาลาที่ 9 และชานชาลาที่ 10 เพื่อไปชานชาลาที่ 9 เศษ 3 ส่วน 4 และขึ้น Hogwarts Express เพื่อไปที่โรงเรียนเวตมนต์
 
ซึ่งฉากถ่ายทำอยู่ที่ สถานีรถไฟลอนดอนคิงส์ครอส (London King’s Cross Railway Station)
แต่ชานชาลาที่ใช้ในการถ่ายทำจริงคือระหว่างชานชาลาที่ 4 และ 5 นะจ๊ะ ซึ่งตอนนี้ที่สถานีเขาได้ทำจำลองป้ายชานชาลาที่ 9 3/4 ไว้พร้อมรถเข็นครึ่งคันเป็นแลนด์มาร์คสำหรับถ่ายรูปได้จ้าา อยู่ใกล้ทางลงรถไฟใต้ดินคิงส์ครอสเซนต์แพนครัส และก็ยังมีร้านเดอะ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ขายของที่ระลึกจาก
ภาพยนตร์ด้วยนะ
 
*แอบประซิบนิดๆความจริงตอนที่ เจ.เค. เขียนฉากนี้เธอไม่ได้นึกถึงสถานีคิงส์ครอสนะ เธอนึกถึงสถานนีรถไฟEustonต่างหาก เพราะงั้นถ้าใครที่ได้อ่านนิยายแล้วไปที่คิงส์ครอสก็จะพบว่ามันจะไม่ได้ใกล้เคียงกับที่เขียนไว้ในหนังสือจ้าาา
 
*****
 
2.บ้านสัตว์เลื้อยคาน (Reptile House)
"ที่จริงฉันไม่เคยคุยกับงูมาก่อน..." 
โถ่โถ่โถ่ เด็กน้อยแฮร์รี่ พี่ก็ไม่คุยกับงูเหมือนกันลูก... 
ฉากนี้เป็นฉากหนึ่งที่คนที่ดูหนังในภาคหนึ่งน่าจะจดจำได้ดีเพราะอยู่ต้นๆเรื่องเลย เป็นครั้งแรกที่แฮร์รี่รู้ว่าตัวเองคุยกับงูได้และยังได้ใช้เวตมนต์ครั้งแรก(แบบไม่ตั้งใจ แต่จงใจรึป่าวไม่รู้นะ )ทำให้กระจกตู้งูหายไปเป็นผลทำให้ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบของเขาตกเขาไปถูกขังอยู่ในตู้แทนงูอีกด้วย(สมน้ำ
น่าาา แบร่)
 
ซึ่งฉากถ่ายทำเรื่องนี้ก็อยู่ใน สวนสัตว์ลอนดอน (London Zoo)เลยจ้า อยู่ในส่วนบ้านสัตว์เลื้อยคลาน (Reptile House)คะ ซึ่งในสวนสัตว์นี้ก็ไม่ได้มีแค่งูนะจ๊ะ ยังมีสัตว์อื่นๆให้สามารถดูได้อีกนะคะ
 
 
*****
 
3.ห้องสมุดของฮอกวอต์ (Hogwarts Library )
ห้องสมุดใหญ่โตมีหนังสือที่เกี่ยวกับโลกเวตมนต์มากมายที่เราจะเห็นได้ในหนังทั้งความใหญ่ ความอลังการ และความขลังที่ทำให้แฟนๆอยากลองไปสัมผัสสักครั้ง
 
ฉากห้องสมุดถ่ายที่ ห้องสมุดบอดเลียน (Bodleian Library) เป็นห้องสมุดสำหรับการวิจัยหลักของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เป็นหนึ่งในห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศอังกฤษและเป็นหนึ่งในห้องสมุดที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1602 ตรงนี้ถือเป็นแลนด์มาร์คของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเลยก็ว่าได้ และที่นี้ถูกใช้เป็นฉากอื่นๆด้วยนะ คือ ฉากห้องพยาบาลในภาค 1 ฉากชั้นเรียนเต้นรำในภาค 4 และฉากห้องสมุดฮอกวอตส์ในภาค 1 และ 2
 
*โซนห้องสมุดบางส่วนไม่สามารถถ่ายภาพหรืออัดวิดีโอนะจ๊ะ เนื่องจากเจ้าหน้าที่เกรงว่าแสงแฟลชจะสร้างความเสียหายให้กับหนังสือเก่าแก่ในห้องสมุดคะ
 
 
*****
 
4.กระท่อมเปลือกหอยของบิลและเฟลอร์ วีสลีย์
ในภาค7ทั้งสองภาค เราจะได้เห็นกระท่อมที่ตั้งที่ชายหาดแห่งนี้ และคงเป็นที่จดจำกันได้ดีเพราะเป็นฉากการตายของด็อบบี้เอลฟ์ที่แฮร์รี่ได้ช่วยปลดปล่อยในภาค2และกลับมาช่วยแฮร์รี่จนเสียชีวิตในภาค7 แถมเปนที่ฝังศพของมันอีกด้วย
 
ทีมงานแฮร์รี่ พอตเตอร์สร้าง กระท่อมนี้ขึ้นมาเพื่อใช้ถ่ายทำ ส่วนที่ตั้งนั้นอยู่ที่ชายหาด Freshwater West เมือง Pembrokeshire ในเวลส์ หาดนี้ยังเป็นที่เดียวกับหาดที่แฮร์รี่และสองสหายขี่มังกรตาบอดของธนาคารกริงกอตส์มาจอดลงจากหลังของมันอีกด้วย
 
*****
 
 
5.บ้านเลขที่ 4 ซอยพรีเว็ต ลิตเติ้ลวิงจิ้ง (Number 4, Privet Drive)
สูงสุดคืนสู่สามัญ เราจะกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวการเติบโตของพ่อมดหนุ่ม บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในเขตลิตเติ้ลวิงจิง ชานกรุงลอนดอน เป็นบ้านของครอบครัวเดอร์ลีสย์ เป็นมักเกิ้ลที่คอยเลี้ยงดูแฮร์รี่ เป็นครอบครัวที่เกลียดเวทมนตร์ ป้าเพ็ตทูเนียนั้นเป็นพี่สาวของแม่แฮร์รี่แต่เธอเกลียดเวตมนต์มากและเกลียดผู้ที่มีพลังนั้นด้วย ในภาคแรกเลยพวกเขาทำทุกวิถีทางไม่ให้แฮร์รี่ได้รับรู้ข่าวคราวต่าง ๆ ของโลกเวทมนตร์จนบ้านเกือบพังเพราะจดหมายถล่ม ใครที่ดูภาคแรกคงจำกันได้ดี
 
อย่างแรกเลย เขตลิตเติ้ลวิงจิง ไม่มีอยู่จริงนะจ๊ะ ฉากนี้ถ่ายทำที่ Bracknellแทนจ้า อยู่ที่ย่าน Picket Post Close ซึ่งบ้านที่ใช้ถ่ายทำเป็นบ้านเลขที่ 12 ซึ่งใช้ถ่ายทำให้ภาค 1 แต่ในภาค 2 ไปก็เปลี่ยนเป็นเซ็ตฉากถ่ายในสตูดิโอ ลีฟส์เด้นสตูดิโอ (Leavesden Studios) แทนคะ
 
 
***
 
 
เป็นยังไงกับบ้างคะกับ 5 สถานที่ตามรอยพ่อมดแฮร์รี่ของเรา ยังไงถ้าได้มีโอกาสไปอังกฤษก็คงจะดีไม่น้อยที่ได้ไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆตามแบบในหนังที่เราเคยดูถึงแม้ว่าภาคแรกจะเป็นภาพยนต์เมือปี2001ก็เถอะ แต่แอดมินเชื่อว่าเวตมนต์นั้นยังคงตราตรึงอู่ในหัวใจคนดูเสมอ ที่จริงสถานที่ถ่ายทำแฮร์รี่ยังมีอีกเยอะนะคะ ไม่ว่าจะเป็นที่ ลีฟส์เด้นสตูดิโอ (Leavesden Studios) / มหาวิหารเซนต์พอล /มหาวิทยาลัย Oxfordอีกหลายๆมุม /วิหาร Gloucester ลองไปตามถ่ายรูปเก็บกันดูได้จ้าาา

 
 
 
 
 
เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ( Sherlock Holmes)
 
 
เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เป็นนวนิยายแนวสืบสวน ผลงานของนักเขียนและนายแพทย์ชาวสก๊อต เซอร์อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ 
มีทั้งสิ้นเป็นเรื่องยาว 4 เรื่อง และเรื่องสั้น 56 เรื่อง เกือบทุกเรื่องเป็นการเล่าเรื่องผ่านคู่หูของโฮมส์ คือ นายแพทย์จอห์น เอช. วอตสัน หรือ หมอวอตสัน ในจำนวนนี้ มี 2 เรื่องที่โฮมส์เป็นผู้เล่าเรื่องเอง และอีก 2 เรื่องเล่าโดยบุคคลอื่น
 
 
เชอร์ล็อก โฮล์มส์ มีชื่อเต็มว่า วิลเลียม เชอร์ล็อก สก๊อต โฮล์มส์ เป็นชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1854
มีรูปร่างสูง ผอม จมูกโด่งเป็นสันเหมือนเหยี่ยว ช่างสังเกตุ มีความรู้รอบตัวในหลาย ๆ ด้านทั้ง เคมี ฟิสิกส์ และความรู้เกี่ยวกับพืชมีพิษตระกูลต่าง ๆ แถมยังเก่งเรื่องเล่นไวโอลิน 
นอกจากนี้แล้วโฮล์มส์ยังเป็นนักแสดงที่เก่งกาจ ในนวนิยายข้าได้แสดงความสามารถส่วนนี้เพื่อหันเหความสนใจของผู้ต้องสงสัย มิให้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักฐานบางอย่าง โฮล์มส์ชื่นชมนักอาชญวิทยาชาวฝรั่งเศส อัลฟองเซ เบอทิลลอง ผู้คิดค้นทฤษฎีการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพื่อช่วยระบุตัวตนของอาชญากร นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า โฮล์มส์เป็นนักอ่าน นักศึกษา มีความรู้ด้านอาชญวิทยาอย่างกว้างขวาง และให้ความนิยมนับถือบรรดานักสืบผู้ชำนาญเป็นอย่างมาก
คู่ปรับของโฮมส์ คือ ศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาร์ตี้ ผู้มีมันสมองปราดเปรื่องในด้านอาชญากรรม อีกทั้งยังเป็นตัวการเบื้องหลังในบางคดีที่เกิดขึ้นอีกด้วย
 
แรงบันดาลใจในการสร้าง เชอร์ล็อก โฮมส์ มาจากนายแพทย์ผู้หนึ่ง คือ นายแพทย์โจเซฟ เบลล์ ระหว่างที่ เซอร์อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ เป็นแพทย์ฝึกงานที่ โรงพยาบาลเอดินบะระรอยัล นายแพทย์อาวุโสสามารถระบุอาการและโรคของคนไข้ได้ทันทีเพียงจากการสังเกตสภาพภายนอก หรือสามารถอธิบายเรื่องราวได้มากมายจากข้อสังเกตเพียงเล็กน้อย ซึ่งทำให้โคนัน ดอยล์ ทึ่งมาก นายแพทย์เบลล์ยังเคยช่วยเหลือการสืบสวนคดีของตำรวจบางคดีอีกด้วย
 
เมื่อโคนัน ดอยล์ เรียนจบและออกไปประกอบอาชีพ เขาเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรกเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเขียนเรื่องสั้นส่งให้กับนิตยสาร เนื่องจากการงานอาชีพแพทย์ไม่ค่อยสร้างรายได้ดีนัก เขาใช้เวลาว่างระหว่างรอคนไข้เริ่มเขียนนวนิยาย โดยใช้นายแพทย์เบลล์ อาจารย์ของเขาเองเป็นต้นแบบในการสร้างตัวละครเอก คือ เชอร์ล็อก โฮมส์ แล้วสร้างตัวละครรองเป็นนายแพทย์ซึ่งเกี่ยวข้องกันกับวิชาชีพของเขา และเรื่องแรกที่โคนัน ดอยล์ เขียนคือ แรงพยาบาท (A Study in Scarlet) พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ Beeton's Christmas Annual ในปี ค.ศ. 1887 หลังจากที่ถูกปฏิเสธอยู่หลายครั้งหลายหน หลังจากนั้น โคนัน ดอยล์ จึงทยอยเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับนักสืบโฮมส์และเพื่อนนายแพทย์ของเขา ผลตอบรับจากการเขียนนวนิยายนักสืบชุดนี้ดีจนคาดไม่ถึง และโคนัน ดอยล์ ต้องแต่งเรื่องส่งให้สำนักพิมพ์อยู่เรื่อย ๆ จนเป็นที่ยอมรับ
 
 
ความโด่งดังของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากเชื่อว่าเขามีตัวตนจริงและพากันเขียนจดหมายไปหา มีพิพิธภัณฑ์เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ตั้งขึ้นในตำแหน่งที่น่าจะเป็นบ้านในนวนิยายของเขาในกรุงลอนดอน นับเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นสำหรับตัวละครในนิยาย เรื่องราวของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ มีการนำไปดัดแปลงและแต่งเพิ่มเติมขึ้นใหม่อีกโดยนักเขียนคนอื่น ทั้งที่เขียนร่วมกับทายาทของโคนัน ดอยล์ และเขียนขึ้นใหม่เป็นเอกเทศ บทประพันธ์ของโคนัน ดอยล์ และนวนิยายที่แต่งขึ้นใหม่ ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ละครวิทยุ และสื่ออื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ภาพลักษณ์ของโฮล์มส์กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักสืบ และส่งอิทธิพลต่อวรรณกรรมและการแสดงในประเภทรหัสคดีจำนวนมาก
 
สำหรับแฟนๆผู้ที่อยากไปตามรอยนักสืบคนเก่งที่ลอนดอนเขาก็มีพิพิธภันท์นะคะ
Sherlock Holmes Museum
หนึ่งในพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ในลอนดอนที่มีผู้เข้าชมเยอะมากกก อยู่ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน สถานี Baker Street ถ้ามาทางรถไฟออกมาจะเจอกับรูปปั้นของ Sherlock Holmes หันหน้าออกจากสถานี เลี้ยวขวาเข้าถนน Baker Street เดินตรงไป 5 นาทีจะเห็นพิพิธภัณฑ์อยู่ฝั่งซ้ายมือ
 
เปิดให้เข้าชมทุกวัน 9.30 - 18.00 น.ยกเว้นวันคริสต์มาสต์ บัตรเข้าชมให้เดินเข้าไปซื้อในร้าน Souvenirs สีเขียวนี้ก่อน จากนั้นค่อยเดินออกมาต่อคิว เข้าชมเป็นรอบๆ เพราะต้องจำกัดจำนวนในแต่ละรอบ เพราะด้านในเป็นบ้านเล็กที่ต้องเดินขึ้นบันไดแบบสวนกันลำบากหน่อย
 
ภายในแต่ละห้องก็จัดแสดงเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ของยอดนักสืบแล้วก็ฉากต่างๆ ในตัวเรื่องนอกจากนี้แล้วยังมีของที่ระลึกขายกันด้วยจ้าา
 
นอกจากนี้ยังมีที่ตามรอยโฮมส์ยังมีอีกมากมายนะจ๊ะ
-MadameTussauds(Westminster, London)เดินต่อไปอีกนิดเดยวจากพิพิธภัณฑ์ 
-Sherlock Holmes Pub(Piccadilly Circus, London)อยู่บนถนน Northumberland Street
-St Bartholomew’s Hospital(City of London)
-Dartmoor National Park(Devon)
-Baskerville Hall Hotel(Mid Wales)
 
 
Tower of London ที่นี้เขาว่าผีดุ!!!
 
 
                     หอคอยแห่งลอนดอน หรือ Tower of London 
          เป็นพระราชวังหลวงและป้อมปราการตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอนในอังกฤษ เป็นพระราชวังที่เดิมสร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1078 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ ในประวัติศาสตร์ ตัวปราสาทตั้งอยู่ภายในโบโรแห่งทาวเวอร์แฮมเล็ทส์และแยกจากด้านตะวันออกของนครหลวงลอนดอน ด้วยลานโล่งที่เรียกว่าเนินหอคอยแห่งลอนดอน  หอคอยแห่งลอนดอนมักจะรู้จักกันในการเกี่ยวข้องกับหอขาว (White Tower) ซึ่งแต่เดิมเป็นหอสีขาวที่สร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษในปี ค.ศ. 1078 แต่กลุ่มสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของหอคอยแห่งลอนดอนตั้งอยู่รอบวงแหวนสองวงภายในกำแพงและคูป้องกันปราสาท ตัวหอคอยใช้เป็นป้อม พระราชวังของพระมหากษัตริย์ และที่จำขังโดยเฉพาะสำหรับนักโทษที่มียศศักดิ์สูงเช่นพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1ก็เคยทรงถูกจำขังในหอคอยโดยพระราชินีนาถแมรี และยังเป็นที่สำหรับประหารชีวิตและทรมาน คลังเก็บอาวุธ ท้องพระคลัง สวนสัตว์ โรงกษาปณ์หลวง หอเก็บเอกสาร หอดูดาว และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1303 เป็นที่เก็บรักษามงกุฏและเครื่องราชาภิเษกของสหราชอาณาจักร
 
 
          ว่ากันด้วยเรื่องความหล่อนน
         เนื่องจากที่นี้สร้างมาเกือบพันปีแล้ว เป็นโบราณสถานที่มีประวัติเกี่ยวข้องโดยตรงกับการขึ้นครองราชย์ การแย่งชิงราชบัลลังก์และการสร้างชาติของอังกฤษ ที่นี่เคยใช้เป็นทั้งพระราชวัง ป้อมปราการ ที่คุมขังนักโทษและเป็นลานประหาร ผีที่ร่ำลือกันและมีคนกล่าวอ้างว่ามาปรากฎร่างให้เห็น ว่ากันว่าเป็นวิญญาณของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่ต้องมาจบชีวิตในป้อมแห่งนี้ ส่วนใหญ่จากไปแบบ "ตายโหง" และด้วยความที่ที่นี้ถูกใช้เป็นที่คุมขังนักโทษและลานประหารนี่เอง ทำให้หอคอยแห่งลอนดอนมีประวัติที่ชวนให้ขนลุกและน่าสยดสยองพ่วงไปสุดๆ 
 
 
          เจ้าหายที่หายไปทั้ง 2พระองค์
          Bloody Towerเคยใช้เป็นที่ประทับและคุมขังเจ้าชายสองพระองค์ คือพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ห้า วัย 12 พรรษา กับ เจ้าชายริชาร์ด ดยุกออฟยอร์ก พระอนุชาวัย 9 พรรษา  ลึกขึ้นไป 2 ชั้น เป็นห้องที่ว่ากันว่าเป็นห้องที่เจ้าชายทั้งพระองค์ทรงใช้บรรทมก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มีผู้ให้การว่า มีคนเคยเห็นเจ้าชายทั้งสองเป็นบางครั้งบางครา ทั้งคู่ทรงชุดบรรทมสีขาว จับพระหัตถ์กัน ทรงยืนนิ่ง ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายเข้าไปในผนังห้อง บ้างก็ว่าเห็นเด็กผู้ชายสองคนวัยไล่เลี่ยกัน เล่นตามประสาเด็กตามที่ต่าง ๆ ภายในหอคอย 
 
 
.....
 
 
        Tower Green จุดประหารพระนางแอนโบลีน
                พระนางต้องโทษประหารฐานนอกพระทัยพระเจ้าเฮนรี่ แต่พระนางทรงร้องขอพระสวามี ไม่ให้ใช้ขวานตามธรรมเนียมอังกฤษ ทรงขอให้ใช้ดาบตามธรรมเนียมฝรั่งเศส พระเจ้าเฮนรี่ทรงทำตามพระประสงค์สุดท้ายของพระราชินี  ว่ากันว่าเพชฌฆาตคนนี้ฝีมือแม่นมาก ฟันฉับเดียว พระเศียรหลุดทันที แต่พอเพชฌฆาตยกพระเศียรขึ้นชู พระเนตรของพระนางยังลืมอยู่และพระโอษฐ์ก็ขมุบขมิบ ผู้คนที่ไปดูการประหารเชื่อว่าพระนางทรงสาบแช่ง
       มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งพานักท่องเที่ยวเข้าชมโบสถ์หลวงเซนต์ปีเตอร์ แอด วินชูล่า พอบรรยายให้นักท่องเที่ยวฟังเสร็จก็ออกมาจากโบสถ์ มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งถามขึ้นมาว่าตอนที่อยู่ในโบสถ์ ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างหลังเป็นใคร ไกด์ก็ตอบกลับไปว่าไม่มีใครยืนอยู่ข้างหลังผมหรอก แต่นักท่องเที่ยวคนนั้นก็ยังคะยั้นคะยอ แถมอธิบายเพิ่มว่าผู้หญิงที่ยืนข้างหลังนั้นรูปร่างไม่สูงเท่าไหร่ ใส่ชุดดำและยืนอยู่ตรงหลุมฝังศพพระนางแอน โบลิน ทุกวันนี้มีผู้คนมากมายพบเห็นวิญญาณของพระนางในปราสาท ไวท์ฮอล
และในสวนดอกไม้ บางครั้งก็ร้องไห้ และบางครั้งก็มาในลักษณะหัวขาด อีกทั้งยังมีคนถ่ายภาพติด
วิญญาาณของนางอีกด้วย บางคนเห็นนางปรากฏกายในช่วงคริตสมัสที่ปราสาทฮีเวอร์บ้านเกิดของนาง 
ในตอนดึกๆเดินถือหัวข้ามสะพาน ไปใต้ต้นโอ๊คสถานที่ที่ กษัตริย์ เฮนรี่มาพลอดรักแก่นาง
 
 
.....
 
          จุดประหารอย่าง Tower Green ที่จริงบริเวณตรงนี้ยังเป็นที่ประหารเจ้านายชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนรวมถึงพระนางแคทเธอรีน ฮาวเวิร์ด มเหสีองค์ที่ 5 ในพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดด้วย 
 
พระนางแคทเธอลีน เป็นภรรยาที่อายุน้อยที่สุดของกษัตริย์เฮนรี่ 8 พระนางมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น  กษัตริย์ผู้เริ่มย้างเข้าวัยชราทรงหลงราชินีเด็กหัวปรักหัวปรำ ทรงเรียกพระนางว่า กุหลาบน้อย ด้วยความที่ยังเด็กและไม่รู้เดียงสานัก พวกต่อต้านราชินีที่แฝงอยู่ในวังจึงได้พยามวางแผน
กำจัดพระนางด้วยการไปเชิญพวกเด็กผู้ชายหนุ่มๆอดีตแฟนเก่าของพระนางสมัยยังเรียนหนังสือ
อยู่ในโรงเรียนมาเป็นข้าราชบริภารในวัง
 
         หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นแม่สื่อแม่ชักยุยงให้ราชินีเด็ก คบชู้ จนเป็นผลให้กษัตริย์เฮนรี่จับได้และ
สั่งประหารพระนาง นางได้พยามร้องวอนขอชีวิต แต่ไม่ว่าอย่างไรกษัตริย์ก็ไม่ปราณี พระนางไม่ได้เป็น
 สตรีที่เด็ดเดี่ยวเช่นราชินีแอนน์ที่เคยโดนตัดหัวองค์ก่อน พระนางแคทเธอลีนร้องไห้ปนคุ้มคลั่งตลอดทางที่โดนนำลงเรือปิด ผ่านแม่น้ำเทมส์ ยามกลางคืน ในยามที่จะโดนประหารก็วิ่งหนี ไปยังวิหารที่เฮนรี่มาสวดมนตร์ทุกวัน แต่กษัตริย์เพิกเฉยต่อเสียงร้องขอชีวิตของนางจน ต้องมีคนจับลากตัวนางกลับมานางร้องไห้สักพักจนทำใจได้และยอมโดนตัดหัว ไปเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
 
       มีคนเห็นวิญญาณของนางวิ่งลงร้องไห้ ที่่แฮมตันคอร์ทซึ่งมีคนเห็นทั้งวิญญาณของพระนาง แคทเธอลีนและแม้กระทั้งวิญญาณของ ซิบิว เพนน์ แม่นมของบรรดาเจ้าหญิงเจ้าชายลูกๆของกษัตริย์ เฮนรี่ 
ผู้เสียชีวิตด้วย โรคฝีดาษระบาดในเวลานั้น ปัจจุจันพบว่ามีการเจอ เครื่องปั่นฝ้ายโบราณมากอันหนึ่งที่ห้องลึกลับของแฮมตันคอร์ด และมักจะมีเสียงเครื่องปั่นฝ้ายทำงานเองในตอนดึกๆเสมอซึ่งคาดว่าเป็นวิญญาณของแม่นม ซิบิวล์ มาใช้เครื่องปั่นฝ้ายนั้นเอง 
 
 
 
........
 
           เลดี้ เจนน์ หญิงสาวผู้น่าสงสาร
        เธอคือหญิงผู้ไม่ได้ทำความผิดแต่เธอคือเหยื่อของสังคมยุคสมัยที่นางเกิดมา
ต้องมาตายไปเพราะอำนาจของบุรุษจากการควบคุมของพ่อและสามีที่กระหายอำนาจ 
พ่อและสามีของนางได้รวมหัวกันจะยกนางเป็นราชินี ทั้งที่กษัตริย์เฮนรี่ยังมีบุตรธิดาวัยเยาว์ อันได้แก่
เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด วัยเจ็ดขวบ เจ้าหญิงแมรี่และเจ้าหญิงอลิซาเบ็ทอยู่ แต่ปรากฏว่าแผนการไม่สำเร็จเลดี้ เจนน์ ได้ขึ้นครองราชย์เพียง 9 วันก็ถูกสำเร็จโทษโดย กลุ่มผู้สนับสนุนกษัตริย์องค์ก่อนโดยที่นางไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดๆเลย
 
        ปัจจุบันนี้มีคนเห็นวิญญาณของนางนางเป็นครั้งคราวในร่างสีเทาเบาบางถึงตะเกียงเทียนในมือ
 
 
.......
 
 
       เคาน์เตสแห่งซาลิสบิวรี่
       ถูกนำไปประหารที่กรีนทาวเวอร์ โดยหลังจากถูกนำคอพาดลงบนแท่นแล้ว เคาน์เตสได้ดิ้นรนจนหลุดจากการควบคุมและวิ่งหนีไปรอบๆแท่นประหาร ทำให้พวกทหารที่ไล่จับ ต้องใช้ท่อนไม้ทุบนางจนหมดสติ จากนั้นจึงใช้ขวานสับคอนางขาดกระเด็น
 
        ภูตผีของเคาน์เตสจะปรากฏกายให้เห็น เป็นภาพของนางกำลังวิ่งหนีไปรอบๆแท่นประหารโดยมีเพชฌฆาตถือขวานไล่ตามจับ และบางครั้งก็จะปรากฏให้เห็นเป็นภาพเพชฌฆาตเหวี่ยงคมขวานลงบนต้นคอของนางจนขาดกระเด็น  โลหิตสาดกระจาย จากนั้นภาพทั้งหมดจะค่อยๆเลือนลางหายไป
 
 
.......
 
        แต่ที่เฮี้ยนสุดๆ เฮี้ยนจริง คือที่ Salt Tower
        บริเวณนี้ว่ากันว่ามีวิญญาณมาหลอกหลอนให้เห็นบ่อยที่สุด ซึ่งในสมัยราชวงศ์ทิวดอร์หอคอยแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่คุมขังนักบวชคณะเยซูอิต บริเวนชั้นบนของหอคอยจะเห็นร่องรอยที่นักโทษขีดเขียนตามผนังกำแพงด้วย  มียามคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเขาพยายามจะขึ้นไปชั้นบนของหอคอย แต่ขึ้นไปไม่ได้ เหมือนกับว่ามีกำแพงมากั้น แต่ที่แปลกคือมองไม่เห็นกำแพง ก่อนนั้นมียามอีกคน ต้องตื่นขึ้นมาตอนดึกเพราะรู้สึกว่ามีอะไรมารัดคอ พ่อหนุ่มคนนี้ร้องเสียงหลงสุดชีวิต รีบวิ่งออกมาจากห้องพัก ทั้งในชุดนอน ตะกุกตะกักเล่าให้เพื่อนฟังว่ามีคนพยายามจะฆ่า หลังจากนั้น เขาไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปใน Salt Tower อีกเลย
 
 
.....
 
      อาจจะไม่ได้สยองหรือน่ากลัวเท่าตำนานผีไทย แต่จุดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นมนต์เสน่ห์ที่ดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากมายเลยทีเดียว  นอกจากนี้ด้วยความที่เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นที่พำนักของพระราชวงศ์ ที่คุมขังและประหารนักโทษชั้นสูง ก็ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาของมีค่าของราชวงศ์เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นมงกุฎเพชร ชุดอัศวินสมัยโบราณ ให้ได้รับชมกันอีกด้วย นอกจากความสวยงามของปราสาทหินแล้ว ยังมีปราสาทที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบทิวดอร์ ลานประหารชีวิตพร้อมอาวุธ ที่ใช้ในการประหารชีวิตพระนางแอน โบลีน จริง ๆ และต้องไม่พลาดไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือ มงกุฎเพชรอันล้ำค่า และชุดอัศวินโบราณ ถ้าใครได้ไปอังกฤษจะลองไปเวะเที่ยวที่นี้บ้างก็ได้นะคะ

 
 
*********************